วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558
เริ่นต้นปลูกผักโขมหนาม...กินมากคุณประโยชน์
มีหลายคนแคลงใจว่า "ผักโขมหนาม" หายาก ผลประโยชน์ทางยา ใบและต้น นำมาผัดกับตับหมู กินแก้โรคเบาหวาน ขับปัสสาวะ แก้ตกเลือด โขลกให้ละเอียดใช้พอกฝี จะช่วยเรียกหนองให้เกิดเร็ว ยุคสงครามใช้เป็นยาแก้โรคหนองใน แก้ขี้กลาก แก้แน่นท้อง ช่วยขับน้ำนม เป็นยายับยั้งความร้อน แก้ไข้ แก้เด็กลิ้นเป็นฝ้าละออง เบื่ออาหาร แก้ช้ำใน การนำผักโขมหนามมาทำอาหารกิน ใช้ใบยอดอ่อนที่สุด ซึ่งยอดใบก็มีหนามแหลมด้วย ต้องระวังในการเด็ด นำมาต้ม ลวก ผัด แกงได้ทั้งปวง สูตรอาหารใช้ในการแก้โรคเบาหวาน ใช้ต้นหรือกิ่งที่อวบใหญ่ยังไม่แก่มากนัก จนถึงกิ่งยอดอ่อน นำมาปอกเปลือกเอาเนื้อใน หั่นสไลซ์เป็นแผ่นบางๆ จะได้คล้ายเนื้อฟักอ่อน หรือคล้ายเนื้อบวบน้ำเต้า นำมาผัดน้ำมันหอยใส่ตับหมู ปรุงพริก กระเทียม เครื่องปรุงรสนิดหน่อย สุดยอดอาหารจานเด็ดเลย หรือจะนำมาเป็นผักต้ม โดยหั่นเป็นท่อนๆ ต้มสุกแล้วนำมาปอกเปลือกกินเนื้อในแกล้มน้ำพริกปลาย่าง ปลาร้า กรอบ หวาน นุ่มลิ้น มากประโยชน์
สารของพืชสีเขียวในพืชผักที่เรียกว่า "คลอโรฟิลล์" (chlorophyll) ผักที่มีสีเขียวเข้มมาก จะมีคลอโรฟิลล์มาก สารคลอโรฟิลล์มีคุณประโยชน์มาก เมื่อถูกย่อยแล้วมีพลังแรงมาก ในการปกป้องมะเร็ง ทั้งยังช่วยขจัดกลิ่น
เหม็นในเนื้อตัวคนเราได้ พืชผักต่างๆ มีคลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นยาวิเศษขนานแท้ มีมูลค่าถูก หาง่าย ที่ต้านสารอนุมูลอิสระ หรือสารกระตุ้นกระบวนการออกซิเดชั่น ที่เรารู้จักกันว่า สารก่อเกิดมะเร็ง
ในผักโขมก็เช่นกัน ไม่ว่าผักโขมหนาม ผักโขมหัด ผักขม ล้วนแต่มีคุณลักษณะในการต้านมะเร็งทั้งหมด ผักโขมหนามเป็นพืชที่ขึ้นได้ง่าย แพร่กระจายพันธุ์เร็ว จนถูกนับจัดให้เป็นวัชพืช หรือพืชที่ไม่พึงต้องการของเกษตรกร
วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558
ทำความรู้จักปั๊มน้ำกันเถอะ
ปั๊มน้ำ เป็นเครื่องไม้เครื่องมือไฟฟ้าอีกหมวดหนึ่งที่ใช้มาก ในอุตสาหกรรมและ ตามบ้านเรือน โดยเฉพาะตามที่พักอาศัยซึ่งเป็นอาคารชุด ตามอาคารสำนักงาน อาคารพาณิชย์ต่างๆ หรือในบางพื้นที่ที่ต้องการสูบน้ำจากใต้ ดินขึ้นมาใช้
ดังนั้นการรู้จักมักคุ้นซื้อ รู้จักวิธีการใช้และการติดตั้ง “ปั๊มน้ำ” อย่างถูกวิธีจะไม่ก่อให้ เกิดการรั่วไหลและสิ้นเปลืองพลังงานและเป็นการใช้ไฟฟ้าและใช้น้ำอย่างมี ประสิทธิภาพ และราคาปั๊มน้ำที่ถูกลงมาก
ชนิดของปั๊มน้ำ (ตามลักษณะการทำงาน)
ปั๊มแบบใบพัด
ปั๊มชนิดนี้ภายในเรือนปั๊ม จะมีใบพัด ดำเนินการสร้างความดัน จากการหมุนที่ความเร็วรอบสูงและแรงดันทำให้ น้ำไหลไปตามท่อที่ต่อ'ไว้ได้ นิยม นำมาใช้ใน อุตสาหกรรมและตามที่อยู่อาศัยทั่วไป เพราะ การไหลของนาจะต่อเนื่องสม่ำเสมอ
เครื่องปั๊มน้ำแบบลูกสูบ
ปั้มน้ำแผนกนี้เรือนปั๊มเป็นกระบอกสูบ ภายในจะมีลูกสูบ ทำหน้าที่สร้างความดันจากการเคลื่อนที่ของ ลูกสูบ ทำให้ความจุของ กระบอกสูบลดลงเกิดเป็นความดันเพื่อขับดันนาให้ไหลไปได้ แต่การไหลของนา จะเป็นช่วงๆ ตามจังหวะการเคลื่อนที่ของลูกสูบ ส่วนใหญ่นำไปใช่ในงาน ที่ต้องการความดันสูง
การทำงานของปั๊มน้ำ
ปั๊มน้ำที่ใช้ภายในบ้านเป็นชนิดที่มี ใบพัดภายในหัวปั๊มหรือเรือนปั๊ม ใบพัดเป็นตัวสร้างความดันเพื่อ ขับดันให้น้ำไหลไปได้โดยมีชุดสวิตซ์ความ ดันเป็นวัตถุควบคุมการทำงานของ ปั๊มน้ำ ในการติดตั้งปั๊มน้ำ ท่อส่งน้ำ จะต่อโดยตรงกับจุดใช้น้ำ เช่นฝักบัว ก๊อกน้ำ ชักโครก เป็นต้น ดังนั้นเมื่อเราเปิดฝักบัวหรือก๊อกน้ำ น้ำจะ ไหลออกจากท่อหรือระบบทำให้ความดัน ภาย ในท่อลดลงส่งผลให้เกิดการดัดต่อของ สวิตซ์ความดัน ปั๊มน้ำจึงทำงาน
การเปิดก๊อกน้ำมีผลต่อการทำงาน ของปั๊มน้ำเป็นอย่างมาก ถ้าเราเปิดก๊อก น้ำเพียง ตัว และน้ำไหลไม่แรงมากแล้ว การทำนจะไม่ตัดต่อบ่อยเพราะยังมี ความตันเหลืออยู่ในเส้นท่อมาก แต่ถ้าเรา เปิดก๊อกให้น้ำไหลแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่าให้ความดันสูญเสียเร็วขึ้นปั๊มน้ำก็จะ ท่างานบ่อยมากขึ้น ตังนั้นเพื่อเป็นการ ออมอดน้ำและ ไฟฟ้าควรเปิดก๊อกน้ำใช้ตามความจำเป็น แต่ในกรณีที่เราจำเป็นจะต้องเปิดใช้น้ำหลายจุด พร้อมกัน เช่น ใช้ฝักบัวอาบน้ำพร้อมกับล้างจานและรดน้ำต้นไม้ จะทำให้ปั๊มน้ำทำงานทุกเมื่อเชื่อวัน ดังนั้นการใช้น้ำในแต่ละจุดจึงไม่ควร เปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ทุกเมื่อ
วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558
เครื่องปั่นไฟช่วยระบบไฟฟ้าภายในประเทศไทย
เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (electric generator) คือ เครื่องกลที่ใช้สำหรับเปลี่ยนพลังงานกลเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยอาศัยหลักการทำงาน คือเมื่อสนามแม่เหล็กเคลื่อนที่ตัดขดลวด หรือขดลวดเคลื่อนที่ตัดสนามแม่เหล็กก็จะผลิตไฟฟ้าออกมา
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นเครื่องจักรกลที่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงพลังงานกลมาเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยอาศัยการเหนี่ยวนำของแม่เหล็กตามหลักของ ไมเคิล ฟาราเดย์ คือ การเคลื่อนของขดลวดตัวนำผ่านสนามแม่เหล็ก หรือการเคลื่อนที่แม่เหล็กผ่านขดลวดตัวนำ จะทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนำขึ้นในขดลวดตัวนำนั้น
ปัจจุบันระบบไฟฟ้าภายในประเทศไทยมีทั้งระบบการผลิตการส่งจ่ายและการจำหน่ายที่มีศักยภาพ สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ครอบคลุมทุกพื้นดิน ทำให้สถานประกอบการมีกระแสไฟฟ้าใช้ได้ต่อเนื่องทั้งวัน แต่บางครั้งอาจจะเกิดข้อขัดข้องจากการส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าอันเนื่องมาจาก ความบกพร่องของเครื่องมือในระบบหรือการเกิดอุบัติเหตุ มีการตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อฟื้นฟู แก้ไข หรือปรับปรุงระบบสายส่งให้ดีขึ้น หรือมีการเชื่อมต่อสายส่งเพิ่มขึ้น การเกิดเหตุเภทภัยธรรมชาติ เช่น ลมพายุ ฝนฟ้าคะนอง ทำให้กิ่งไม้ในละแวกใกล้เคียงสายส่งหักพาดสาย ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจร หรือเกิดฟ้าผ่าลงบนสายส่งไฟฟ้าแรงสูง
ซึ่งข้อขัดข้องดังกล่าว ถึงแม้ทำให้มีความกระทบกระเทือนต่อบ้านพักอาศัยของมวลมนุษย์ไม่มากนัก แต่สำหรับสถานที่ประกอบการประเภทอาคารสูง โรงแรม โรงหมอ โรงงานอุตสาหกรรม จึงมีความกระทบกระเทือนค่อนข้างมาก เช่น ระบบปรับอากาศ ลิฟต์ประจำอาคาร กระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม จะหยุดชะงัก เป็นสาเหตุให้เกิดการเสียหายแก่สถานที่ประกอบการนั้น ๆ เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีกำลังไฟฟ้าสำรองไว้จ่ายพลังงานทดแทน ซึ่งกำลังไฟฟ้าสำรองนี้ได้มาจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง(Stand by Generator) นั่นเอง
ดังนั้น สถานที่ประกอบการจะต้องตรึกตรองเสียก่อนว่า กิจการของตนเองจำเป็นต้องมีระบบไฟฟ้าที่ระดับความมั่นคงเพียงใด และกิจกรรมการใช้ไฟฟ้าใดบ้างที่เป็นกิจกรรมที่สำคัญ และไม่สามารถหยุดกระบวนการทำงานเป็นระยะเวลานานได้ ซึ่ง (The National Fire Protection Association) ได้แยกระดับของความเชื่อถือของระบบไฟฟ้าตามความสำคัญของภาระไฟฟ้าออกเป็น 4 ลำดับขั้น
ระดับที่ 1 ระบบไฟฟ้าฉับพลันเพื่อความปลอดภัยในชีวิต เช่น ระบบไฟแสงสว่าง ระบบระบายอากาศ และระบบป้องกันเพลิงไหม้ เป็นต้น
ระดับที่ 2 ระบบไฟฟ้าเร่งด่วนเพื่อปกป้องความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรม เช่น ระบบควบคุมและจัดเก็บข้อมูลหลัก ศูนย์จัดเก็บข้อมูลของธนาคาร ระบบไฟฟ้าของห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล เป็นต้น
ระดับที่ 3 ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินเพื่อป้องกันความเสียหาย ทางเศรษฐกิจเนื่องจากกระบวนการผลิตต่างๆ หยุดชะงัก เช่น การผลิตส่วนประกอบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตอาหาร การผลิตทางเคมี การกลั่นน้ำมัน เป็นต้น
ระดับที่ 4 ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินเพื่อปกป้องกระบวนการทำงานมิให้เกิดการหยุดชะงัก จนทำให้เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ในกระบวนการผลิตเกิดความเสียหายได้ เช่น ระบบหล่อเย็น ระบบหล่อลื่น เป็นต้น
เพราะเช่นนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดก็ตาม การทำงานเหล่านี้จำเป็นจะต้องมีเครื่องปั่นไฟเก็บสำรองไว้ใช้งาน
เครื่องปั่นไฟมี 2 ชนิด คือชนิดกระแสตรงเรียกว่า ไดนาโม (Dynamo) และชนิดกระแสสลับเรียกว่า อัลเตอร์เนเตอร์ (Alternator) สำหรับเครื่องปั่นไฟที่ใช้งานในเชิงอุตสาหกรรมนั้น โดยมากจะเป็นเครื่องปั่นไฟชนิดกระแสสลับ ซึ่งมีทั้งแบบ 1 เฟส และแบบ 3 เฟส โดยเฉพาะเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ที่ใช้ตามโรงไฟฟ้าจะเป็นเครื่องกำเนิดแบบ 3 เฟสทั้งหมด เนื่องมาจากสามารถผลิตและจ่ายกำลังไฟฟ้าได้เป็นสามเท่าของเครื่องปั่นไฟแบบ 1 เฟส
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นเครื่องจักรกลที่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงพลังงานกลมาเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยอาศัยการเหนี่ยวนำของแม่เหล็กตามหลักของ ไมเคิล ฟาราเดย์ คือ การเคลื่อนของขดลวดตัวนำผ่านสนามแม่เหล็ก หรือการเคลื่อนที่แม่เหล็กผ่านขดลวดตัวนำ จะทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนำขึ้นในขดลวดตัวนำนั้น
ปัจจุบันระบบไฟฟ้าภายในประเทศไทยมีทั้งระบบการผลิตการส่งจ่ายและการจำหน่ายที่มีศักยภาพ สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ครอบคลุมทุกพื้นดิน ทำให้สถานประกอบการมีกระแสไฟฟ้าใช้ได้ต่อเนื่องทั้งวัน แต่บางครั้งอาจจะเกิดข้อขัดข้องจากการส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าอันเนื่องมาจาก ความบกพร่องของเครื่องมือในระบบหรือการเกิดอุบัติเหตุ มีการตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อฟื้นฟู แก้ไข หรือปรับปรุงระบบสายส่งให้ดีขึ้น หรือมีการเชื่อมต่อสายส่งเพิ่มขึ้น การเกิดเหตุเภทภัยธรรมชาติ เช่น ลมพายุ ฝนฟ้าคะนอง ทำให้กิ่งไม้ในละแวกใกล้เคียงสายส่งหักพาดสาย ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจร หรือเกิดฟ้าผ่าลงบนสายส่งไฟฟ้าแรงสูง
ซึ่งข้อขัดข้องดังกล่าว ถึงแม้ทำให้มีความกระทบกระเทือนต่อบ้านพักอาศัยของมวลมนุษย์ไม่มากนัก แต่สำหรับสถานที่ประกอบการประเภทอาคารสูง โรงแรม โรงหมอ โรงงานอุตสาหกรรม จึงมีความกระทบกระเทือนค่อนข้างมาก เช่น ระบบปรับอากาศ ลิฟต์ประจำอาคาร กระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม จะหยุดชะงัก เป็นสาเหตุให้เกิดการเสียหายแก่สถานที่ประกอบการนั้น ๆ เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีกำลังไฟฟ้าสำรองไว้จ่ายพลังงานทดแทน ซึ่งกำลังไฟฟ้าสำรองนี้ได้มาจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง(Stand by Generator) นั่นเอง
ดังนั้น สถานที่ประกอบการจะต้องตรึกตรองเสียก่อนว่า กิจการของตนเองจำเป็นต้องมีระบบไฟฟ้าที่ระดับความมั่นคงเพียงใด และกิจกรรมการใช้ไฟฟ้าใดบ้างที่เป็นกิจกรรมที่สำคัญ และไม่สามารถหยุดกระบวนการทำงานเป็นระยะเวลานานได้ ซึ่ง (The National Fire Protection Association) ได้แยกระดับของความเชื่อถือของระบบไฟฟ้าตามความสำคัญของภาระไฟฟ้าออกเป็น 4 ลำดับขั้น
ระดับที่ 1 ระบบไฟฟ้าฉับพลันเพื่อความปลอดภัยในชีวิต เช่น ระบบไฟแสงสว่าง ระบบระบายอากาศ และระบบป้องกันเพลิงไหม้ เป็นต้น
ระดับที่ 2 ระบบไฟฟ้าเร่งด่วนเพื่อปกป้องความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรม เช่น ระบบควบคุมและจัดเก็บข้อมูลหลัก ศูนย์จัดเก็บข้อมูลของธนาคาร ระบบไฟฟ้าของห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล เป็นต้น
ระดับที่ 3 ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินเพื่อป้องกันความเสียหาย ทางเศรษฐกิจเนื่องจากกระบวนการผลิตต่างๆ หยุดชะงัก เช่น การผลิตส่วนประกอบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตอาหาร การผลิตทางเคมี การกลั่นน้ำมัน เป็นต้น
ระดับที่ 4 ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินเพื่อปกป้องกระบวนการทำงานมิให้เกิดการหยุดชะงัก จนทำให้เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ในกระบวนการผลิตเกิดความเสียหายได้ เช่น ระบบหล่อเย็น ระบบหล่อลื่น เป็นต้น
เพราะเช่นนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดก็ตาม การทำงานเหล่านี้จำเป็นจะต้องมีเครื่องปั่นไฟเก็บสำรองไว้ใช้งาน
เครื่องปั่นไฟมี 2 ชนิด คือชนิดกระแสตรงเรียกว่า ไดนาโม (Dynamo) และชนิดกระแสสลับเรียกว่า อัลเตอร์เนเตอร์ (Alternator) สำหรับเครื่องปั่นไฟที่ใช้งานในเชิงอุตสาหกรรมนั้น โดยมากจะเป็นเครื่องปั่นไฟชนิดกระแสสลับ ซึ่งมีทั้งแบบ 1 เฟส และแบบ 3 เฟส โดยเฉพาะเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ที่ใช้ตามโรงไฟฟ้าจะเป็นเครื่องกำเนิดแบบ 3 เฟสทั้งหมด เนื่องมาจากสามารถผลิตและจ่ายกำลังไฟฟ้าได้เป็นสามเท่าของเครื่องปั่นไฟแบบ 1 เฟส
วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558
ข้อคิดก่อนซื้อปั๊มน้ใช้ภายในบ้าน
ปั๊มน้ำ เป็นเครื่องไม้เครื่องมือไฟฟ้าอีกหมวดหนึ่งที่ใช้มาก ในอุตสาหกรรมและ ตามบ้านเรือน โดยเฉพาะตามที่พักอาศัยซึ่งเป็นอาคารชุด ตามอาคารสำนักงาน อาคารพาณิชย์ต่างๆ หรือในบางพื้นที่ที่ต้องการสูบน้ำจากใต้ ดินขึ้นมาใช้
ดังนั้นการรู้จักมักคุ้นซื้อ รู้จักวิธีการใช้และการติดตั้ง “ปั๊มน้ำ” อย่างถูกวิธีจะไม่ก่อให้ เกิดการรั่วไหลและสิ้นเปลืองพลังงานและเป็นการใช้ไฟฟ้าและใช้น้ำอย่างมี ประสิทธิภาพ และราคาปั๊มน้ำที่ถูกลงมาก
ชนิดของปั๊มน้ำ (ตามลักษณะการทำงาน)
ปั๊มแบบใบพัด
ปั๊มชนิดนี้ภายในเรือนปั๊ม จะมีใบพัด ดำเนินการสร้างความดัน จากการหมุนที่ความเร็วรอบสูงและแรงดันทำให้ น้ำไหลไปตามท่อที่ต่อ'ไว้ได้ นิยม นำมาใช้ใน อุตสาหกรรมและตามที่อยู่อาศัยทั่วไป เพราะ การไหลของนาจะต่อเนื่องสม่ำเสมอ
เครื่องปั๊มน้ำแบบลูกสูบ
ปั้มน้ำแผนกนี้เรือนปั๊มเป็นกระบอกสูบ ภายในจะมีลูกสูบ ทำหน้าที่สร้างความดันจากการเคลื่อนที่ของ ลูกสูบ ทำให้ความจุของ กระบอกสูบลดลงเกิดเป็นความดันเพื่อขับดันนาให้ไหลไปได้ แต่การไหลของนา จะเป็นช่วงๆ ตามจังหวะการเคลื่อนที่ของลูกสูบ ส่วนใหญ่นำไปใช่ในงาน ที่ต้องการความดันสูง
การทำงานของปั๊มน้ำ
ปั๊มน้ำที่ใช้ภายในบ้านเป็นชนิดที่มี ใบพัดภายในหัวปั๊มหรือเรือนปั๊ม ใบพัดเป็นตัวสร้างความดันเพื่อ ขับดันให้น้ำไหลไปได้โดยมีชุดสวิตซ์ความ ดันเป็นวัตถุควบคุมการทำงานของ ปั๊มน้ำ ในการติดตั้งปั๊มน้ำ ท่อส่งน้ำ จะต่อโดยตรงกับจุดใช้น้ำ เช่นฝักบัว ก๊อกน้ำ ชักโครก เป็นต้น ดังนั้นเมื่อเราเปิดฝักบัวหรือก๊อกน้ำ น้ำจะ ไหลออกจากท่อหรือระบบทำให้ความดัน ภาย ในท่อลดลงส่งผลให้เกิดการดัดต่อของ สวิตซ์ความดัน ปั๊มน้ำจึงทำงาน
การเปิดก๊อกน้ำมีผลต่อการทำงาน ของปั๊มน้ำเป็นอย่างมาก ถ้าเราเปิดก๊อก น้ำเพียง ตัว และน้ำไหลไม่แรงมากแล้ว การทำนจะไม่ตัดต่อบ่อยเพราะยังมี ความตันเหลืออยู่ในเส้นท่อมาก แต่ถ้าเรา เปิดก๊อกให้น้ำไหลแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่าให้ความดันสูญเสียเร็วขึ้นปั๊มน้ำก็จะ ท่างานบ่อยมากขึ้น ตังนั้นเพื่อเป็นการ ออมอดน้ำและ ไฟฟ้าควรเปิดก๊อกน้ำใช้ตามความจำเป็น แต่ในกรณีที่เราจำเป็นจะต้องเปิดใช้น้ำหลายจุด พร้อมกัน เช่น ใช้ฝักบัวอาบน้ำพร้อมกับล้างจานและรดน้ำต้นไม้ จะทำให้ปั๊มน้ำทำงานทุกเมื่อเชื่อวัน ดังนั้นการใช้น้ำในแต่ละจุดจึงไม่ควร เปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ทุกเมื่อ
วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2558
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าทางเศรษฐกิจ
เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (generate electricity) คือ เครื่องยนต์ที่ใช้สำหรับแปลงพลังงานกลเป็นแรงงานไฟฟ้า โดยอาศัยหลักการทำงาน คือเมื่อสนามแม่เหล็กเคลื่อนที่ตัดขดลวด หรือขดลวดเคลื่อนที่ตัดสนามแม่เหล็กก็จะเกิดไฟฟ้าออกมา
เครื่องปั่นไฟเป็นเครื่องจักรกลที่ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงพลังงานกลมาเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยอาศัยการเหนี่ยวนำของแม่เหล็กตามหลักการของ ไมเคิล ฟาราเดย์ คือ การเคลื่อนที่ของขดลวดตัวนำผ่านสนามแม่เหล็ก หรือการเคลื่อนที่แม่เหล็กผ่านขดลวดตัวนำ จะทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนำขึ้นในขดลวดตัวนำนั้น
ปัจจุบันนี้ระบบไฟฟ้าภายในประเทศไทยมีทั้งระบบการผลิตการส่งจ่ายและการจำหน่ายที่มีศักยภาพ สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ครอบคลุมทุกภูมิประเทศ ทำให้สถานที่ประกอบการมีกระแสไฟฟ้าใช้ได้ต่อเนื่องทั้งวัน แต่บางครั้งอาจจะเกิดข้อขัดข้องจากการส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าอันเนื่องมาจาก ความบกพร่องของอุปกรณ์ในระบบหรือการเกิดอุบัติเหตุ มีการตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อฟื้นฟู แก้ไข หรือปรับปรุงระบบสายส่งให้ดีขึ้น หรือมีการเชื่อมต่อสายส่งเพิ่มขึ้น การเกิดภัยธรรมชาติ เช่น ลมพายุ ฝนฟ้าคะนอง ทำให้กิ่งไม้ในละแวกใกล้เคียงสายส่งหักพาดสาย ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจร หรือเกิดฟ้าผ่าลงบนสายส่งไฟฟ้าแรงสูง
ซึ่งข้อติดขัดดังกล่าว ถึงแม้ทำให้มีผลกระทบต่อบ้านพักอาศัยของประชากรไม่มากนัก แต่สำหรับสถานประกอบการประเภทอาคารสูง โฮเต็ล โรงหมอ โรงงานอุตสาหกรรม จึงมีความกระทบกระเทือนค่อนข้างมาก เช่น ระบบปรับอากาศ ลิฟต์ประจำอาคาร ขบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม จะหยุดชะงัก เป็นสาเหตุให้เกิดการเสียหายแก่สถานที่ประกอบการนั้น ๆ เพราะเช่นนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีกำลังไฟฟ้าสำรองไว้จ่ายพลังงานทดแทน ซึ่งกำลังไฟฟ้าสำรองนี้ได้มาจากเครื่องปั่นไฟสำรอง(Stand by Generator) นั่นเอง
ดังนั้น สถานที่ประกอบการจะต้องคิดทบทวนเสียก่อนว่า กิจการค้าของตนเองจำเป็นต้องมีระบบไฟฟ้าที่ระดับความเสถียรเพียงใด และกิจกรรมการใช้ไฟฟ้าใดบ้างที่เป็นกิจกรรมที่สำคัญ และไม่สามารถหยุดกระบวนการทำงานเป็นระยะเวลานานได้ ซึ่ง NFPA ได้แบ่งระดับของความเชื่อถือของระบบไฟฟ้าตามความสำคัญของภาระไฟฟ้าออกเป็น 4 ลำดับขั้น
ระดับที่ 1 ระบบไฟฟ้าฉับพลันเพื่อความปลอดภัยในชีวิต เช่น ระบบไฟแสงสว่าง ระบบระบายอากาศ และระบบป้องกันเพลิงไหม้ เป็นต้น
ระดับที่ 2 ระบบไฟฟ้าเร่งด่วนเพื่อป้องกันความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรม เช่น ระบบควบคุมและจัดเก็บข้อมูลหลัก ศูนย์จัดเก็บข้อมูลของธนาคาร ระบบไฟฟ้าของห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล เป็นต้น
ระดับที่ 3 ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินเพื่อป้องกันความล้มเหลว ทางเศรษฐกิจเนื่องจากกระบวนการผลิตต่างๆ หยุดชะงัก เช่น การผลิตส่วนประกอบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตอาหาร การผลิตทางเคมี การกลั่นน้ำมัน เป็นต้น
ระดับที่ 4 ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินเพื่อดูแลกระบวนการทำงานมิให้เกิดการหยุดชะงัก จนทำให้เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ในกระบวนการผลิตเกิดความเสียหายได้ เช่น ระบบหล่อเย็น ระบบหล่อลื่น เป็นต้น
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดก็ตาม การทำงานเหล่านี้จำเป็นจะต้องมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองไว้ใช้งาน
เครื่องกำเนิดไฟฟ้ามี 2 ชนิด คือชนิดกระแสตรงเรียกว่า ไดนาโม (Dynamo) และชนิดกระแสสลับเรียกว่า อัลเตอร์เนเตอร์ (Alternator) สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ใช้งานในเชิงอุตสาหกรรมนั้น โดยมากจะเป็นเครื่องปั่นไฟชนิดกระแสสลับ ซึ่งมีทั้งแบบ 1 เฟส และแบบ 3 เฟส โดยเฉพาะเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ที่ใช้ตามโรงไฟฟ้าจะเป็นเครื่องกำเนิดแบบ 3 เฟสทั้งหมด เพราะว่าสามารถผลิตและจ่ายกำลังไฟฟ้าได้เป็นสามเท่าของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ 1 เฟส
เครื่องปั่นไฟเป็นเครื่องจักรกลที่ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงพลังงานกลมาเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยอาศัยการเหนี่ยวนำของแม่เหล็กตามหลักการของ ไมเคิล ฟาราเดย์ คือ การเคลื่อนที่ของขดลวดตัวนำผ่านสนามแม่เหล็ก หรือการเคลื่อนที่แม่เหล็กผ่านขดลวดตัวนำ จะทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนำขึ้นในขดลวดตัวนำนั้น
ปัจจุบันนี้ระบบไฟฟ้าภายในประเทศไทยมีทั้งระบบการผลิตการส่งจ่ายและการจำหน่ายที่มีศักยภาพ สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ครอบคลุมทุกภูมิประเทศ ทำให้สถานที่ประกอบการมีกระแสไฟฟ้าใช้ได้ต่อเนื่องทั้งวัน แต่บางครั้งอาจจะเกิดข้อขัดข้องจากการส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าอันเนื่องมาจาก ความบกพร่องของอุปกรณ์ในระบบหรือการเกิดอุบัติเหตุ มีการตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อฟื้นฟู แก้ไข หรือปรับปรุงระบบสายส่งให้ดีขึ้น หรือมีการเชื่อมต่อสายส่งเพิ่มขึ้น การเกิดภัยธรรมชาติ เช่น ลมพายุ ฝนฟ้าคะนอง ทำให้กิ่งไม้ในละแวกใกล้เคียงสายส่งหักพาดสาย ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจร หรือเกิดฟ้าผ่าลงบนสายส่งไฟฟ้าแรงสูง
ซึ่งข้อติดขัดดังกล่าว ถึงแม้ทำให้มีผลกระทบต่อบ้านพักอาศัยของประชากรไม่มากนัก แต่สำหรับสถานประกอบการประเภทอาคารสูง โฮเต็ล โรงหมอ โรงงานอุตสาหกรรม จึงมีความกระทบกระเทือนค่อนข้างมาก เช่น ระบบปรับอากาศ ลิฟต์ประจำอาคาร ขบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม จะหยุดชะงัก เป็นสาเหตุให้เกิดการเสียหายแก่สถานที่ประกอบการนั้น ๆ เพราะเช่นนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีกำลังไฟฟ้าสำรองไว้จ่ายพลังงานทดแทน ซึ่งกำลังไฟฟ้าสำรองนี้ได้มาจากเครื่องปั่นไฟสำรอง(Stand by Generator) นั่นเอง
ดังนั้น สถานที่ประกอบการจะต้องคิดทบทวนเสียก่อนว่า กิจการค้าของตนเองจำเป็นต้องมีระบบไฟฟ้าที่ระดับความเสถียรเพียงใด และกิจกรรมการใช้ไฟฟ้าใดบ้างที่เป็นกิจกรรมที่สำคัญ และไม่สามารถหยุดกระบวนการทำงานเป็นระยะเวลานานได้ ซึ่ง NFPA ได้แบ่งระดับของความเชื่อถือของระบบไฟฟ้าตามความสำคัญของภาระไฟฟ้าออกเป็น 4 ลำดับขั้น
ระดับที่ 1 ระบบไฟฟ้าฉับพลันเพื่อความปลอดภัยในชีวิต เช่น ระบบไฟแสงสว่าง ระบบระบายอากาศ และระบบป้องกันเพลิงไหม้ เป็นต้น
ระดับที่ 2 ระบบไฟฟ้าเร่งด่วนเพื่อป้องกันความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรม เช่น ระบบควบคุมและจัดเก็บข้อมูลหลัก ศูนย์จัดเก็บข้อมูลของธนาคาร ระบบไฟฟ้าของห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล เป็นต้น
ระดับที่ 3 ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินเพื่อป้องกันความล้มเหลว ทางเศรษฐกิจเนื่องจากกระบวนการผลิตต่างๆ หยุดชะงัก เช่น การผลิตส่วนประกอบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตอาหาร การผลิตทางเคมี การกลั่นน้ำมัน เป็นต้น
ระดับที่ 4 ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินเพื่อดูแลกระบวนการทำงานมิให้เกิดการหยุดชะงัก จนทำให้เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ในกระบวนการผลิตเกิดความเสียหายได้ เช่น ระบบหล่อเย็น ระบบหล่อลื่น เป็นต้น
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดก็ตาม การทำงานเหล่านี้จำเป็นจะต้องมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองไว้ใช้งาน
เครื่องกำเนิดไฟฟ้ามี 2 ชนิด คือชนิดกระแสตรงเรียกว่า ไดนาโม (Dynamo) และชนิดกระแสสลับเรียกว่า อัลเตอร์เนเตอร์ (Alternator) สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ใช้งานในเชิงอุตสาหกรรมนั้น โดยมากจะเป็นเครื่องปั่นไฟชนิดกระแสสลับ ซึ่งมีทั้งแบบ 1 เฟส และแบบ 3 เฟส โดยเฉพาะเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ที่ใช้ตามโรงไฟฟ้าจะเป็นเครื่องกำเนิดแบบ 3 เฟสทั้งหมด เพราะว่าสามารถผลิตและจ่ายกำลังไฟฟ้าได้เป็นสามเท่าของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ 1 เฟส
วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
เครื่องปั่นไฟสำหรับสถานประกอบการ อาคารสูง โรงงานอุตสาหกรรม
เครื่องปั่นไฟ (electric generator) คือ เครื่องกลที่ใช้สำหรับเปลี่ยนพลังงานกลเป็นแรงงานไฟฟ้า โดยอาศัยหลักการทำงาน คือเมื่อสนามแม่เหล็กเคลื่อนที่ตัดขดลวด หรือขดลวดเคลื่อนที่ตัดสนามแม่เหล็กก็จะเกิดไฟฟ้าออกมา
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงพลังงานกลมาเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยอาศัยการเหนี่ยวนำของแม่เหล็กตามแนวทางของ ไมเคิล ฟาราเดย์ คือ การเคลื่อนที่ของขดลวดตัวนำผ่านสนามแม่เหล็ก หรือการเคลื่อนที่แม่เหล็กผ่านขดลวดตัวนำ จะทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนำขึ้นในขดลวดตัวนำนั้น
สมัยปัจจุบันระบบไฟฟ้าภายในประเทศไทยมีทั้งระบบการผลิตการส่งจ่ายและการจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพ สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ครอบคลุมทุกภาค ทำให้สถานที่ประกอบการมีกระแสไฟฟ้าใช้ได้ต่อเนื่องทั้งวัน แต่บางครั้งอาจจะเกิดข้อขัดข้องจากการส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าอันเนื่องมาจาก ความขาดตกบกพร่องของเครื่องมือในระบบหรือการเกิดอุบัติเหตุ มีการตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อฟื้นฟู แก้ไข หรือปรับปรุงระบบสายส่งให้ดีขึ้น หรือมีการเชื่อมต่อสายส่งเพิ่มขึ้น การเกิดเภทภัยธรรมชาติ เช่น ลมพายุ ฝนฟ้าคะนอง ทำให้กิ่งไม้ในละแวกใกล้เคียงสายส่งหักพาดสาย ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจร หรือเกิดฟ้าผ่าลงบนสายส่งไฟฟ้าแรงสูง
ซึ่งข้อขัดข้องดังกล่าว ถึงแม้ทำให้มีผลกระทบกระเทือนต่อบ้านพักอาศัยของประชาชนไม่มากนัก แต่สำหรับสถานประกอบการประเภทอาคารสูง โฮเต็ล โรงหมอ โรงงานอุตสาหกรรม จึงมีความกระทบกระเทือนค่อนข้างมาก เช่น ระบบปรับอากาศ ลิฟต์ประจำอาคาร กระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม จะหยุดชะงัก เป็นเหตุให้เกิดการเสียหายแก่สถานที่ประกอบการนั้น ๆ เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีกำลังไฟฟ้าสำรองไว้จ่ายพลังงานทดแทน ซึ่งกำลังไฟฟ้าสำรองนี้ได้มาจากเครื่องปั่นไฟสำรอง(Stand by Generator) นั่นเอง
เพราะเช่นนั้น สถานประกอบการจะต้องตรวจสอบเสียก่อนว่า กิจการค้าของตนเองจำเป็นต้องมีระบบไฟฟ้าที่ระดับความปลอดภัยเพียงใด และกิจกรรมการใช้ไฟฟ้าใดบ้างที่เป็นกิจกรรมที่สำคัญ และไม่สามารถหยุดกระบวนการทำงานเป็นระยะเวลานานได้ ซึ่ง NFPA ได้แบ่งแยกระดับของความเชื่อถือของระบบไฟฟ้าตามความสำคัญของภาระไฟฟ้าออกเป็น 4 ลำดับขั้น
ระดับที่ 1 ระบบไฟฟ้าเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยในชีวิต เช่น ระบบไฟแสงสว่าง ระบบระบายอากาศ และระบบป้องกันเพลิงไหม้ เป็นต้น
ระดับที่ 2 ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินเพื่อปกป้องความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรม เช่น ระบบควบคุมและจัดเก็บข้อมูลหลัก ศูนย์จัดเก็บข้อมูลของธนาคาร ระบบไฟฟ้าของห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล เป็นต้น
ระดับที่ 3 ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินเพื่อป้องกันความเสียหาย ทางเศรษฐกิจเนื่องจากกระบวนการผลิตต่างๆ หยุดชะงัก เช่น การผลิตส่วนประกอบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตอาหาร การผลิตทางเคมี การกลั่นน้ำมัน เป็นต้น
ระดับที่ 4 ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินเพื่อรักษากระบวนการทำงานมิให้เกิดการหยุดชะงัก จนทำให้เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ในกระบวนการผลิตเกิดความเสียหายได้ เช่น ระบบหล่อเย็น ระบบหล่อลื่น เป็นต้น
เพราะเช่นนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดก็ตาม การทำงานเหล่านี้จำเป็นจะต้องมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเผื่อไว้ไว้ใช้งาน
เครื่องกำเนิดไฟฟ้ามี 2 ชนิด คือชนิดกระแสตรงเรียกว่า ไดนาโม (Dynamo) และชนิดกระแสสลับเรียกว่า อัลเตอร์เนเตอร์ (Alternator) สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ใช้งานในเชิงอุตสาหกรรมนั้น โดยมากจะเป็นเครื่องปั่นไฟชนิดกระแสสลับ ซึ่งมีทั้งแบบ 1 เฟส และแบบ 3 เฟส โดยเฉพาะเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ที่ใช้ตามโรงไฟฟ้าจะเป็นเครื่องกำเนิดแบบ 3 เฟสทั้งหมด ด้วยเหตุว่าสามารถผลิตและจ่ายกำลังไฟฟ้าได้เป็นสามเท่าของเครื่องปั่นไฟแบบ 1 เฟส
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงพลังงานกลมาเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยอาศัยการเหนี่ยวนำของแม่เหล็กตามแนวทางของ ไมเคิล ฟาราเดย์ คือ การเคลื่อนที่ของขดลวดตัวนำผ่านสนามแม่เหล็ก หรือการเคลื่อนที่แม่เหล็กผ่านขดลวดตัวนำ จะทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนำขึ้นในขดลวดตัวนำนั้น
สมัยปัจจุบันระบบไฟฟ้าภายในประเทศไทยมีทั้งระบบการผลิตการส่งจ่ายและการจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพ สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ครอบคลุมทุกภาค ทำให้สถานที่ประกอบการมีกระแสไฟฟ้าใช้ได้ต่อเนื่องทั้งวัน แต่บางครั้งอาจจะเกิดข้อขัดข้องจากการส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าอันเนื่องมาจาก ความขาดตกบกพร่องของเครื่องมือในระบบหรือการเกิดอุบัติเหตุ มีการตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อฟื้นฟู แก้ไข หรือปรับปรุงระบบสายส่งให้ดีขึ้น หรือมีการเชื่อมต่อสายส่งเพิ่มขึ้น การเกิดเภทภัยธรรมชาติ เช่น ลมพายุ ฝนฟ้าคะนอง ทำให้กิ่งไม้ในละแวกใกล้เคียงสายส่งหักพาดสาย ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจร หรือเกิดฟ้าผ่าลงบนสายส่งไฟฟ้าแรงสูง
ซึ่งข้อขัดข้องดังกล่าว ถึงแม้ทำให้มีผลกระทบกระเทือนต่อบ้านพักอาศัยของประชาชนไม่มากนัก แต่สำหรับสถานประกอบการประเภทอาคารสูง โฮเต็ล โรงหมอ โรงงานอุตสาหกรรม จึงมีความกระทบกระเทือนค่อนข้างมาก เช่น ระบบปรับอากาศ ลิฟต์ประจำอาคาร กระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม จะหยุดชะงัก เป็นเหตุให้เกิดการเสียหายแก่สถานที่ประกอบการนั้น ๆ เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีกำลังไฟฟ้าสำรองไว้จ่ายพลังงานทดแทน ซึ่งกำลังไฟฟ้าสำรองนี้ได้มาจากเครื่องปั่นไฟสำรอง(Stand by Generator) นั่นเอง
เพราะเช่นนั้น สถานประกอบการจะต้องตรวจสอบเสียก่อนว่า กิจการค้าของตนเองจำเป็นต้องมีระบบไฟฟ้าที่ระดับความปลอดภัยเพียงใด และกิจกรรมการใช้ไฟฟ้าใดบ้างที่เป็นกิจกรรมที่สำคัญ และไม่สามารถหยุดกระบวนการทำงานเป็นระยะเวลานานได้ ซึ่ง NFPA ได้แบ่งแยกระดับของความเชื่อถือของระบบไฟฟ้าตามความสำคัญของภาระไฟฟ้าออกเป็น 4 ลำดับขั้น
ระดับที่ 1 ระบบไฟฟ้าเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยในชีวิต เช่น ระบบไฟแสงสว่าง ระบบระบายอากาศ และระบบป้องกันเพลิงไหม้ เป็นต้น
ระดับที่ 2 ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินเพื่อปกป้องความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรม เช่น ระบบควบคุมและจัดเก็บข้อมูลหลัก ศูนย์จัดเก็บข้อมูลของธนาคาร ระบบไฟฟ้าของห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล เป็นต้น
ระดับที่ 3 ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินเพื่อป้องกันความเสียหาย ทางเศรษฐกิจเนื่องจากกระบวนการผลิตต่างๆ หยุดชะงัก เช่น การผลิตส่วนประกอบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตอาหาร การผลิตทางเคมี การกลั่นน้ำมัน เป็นต้น
ระดับที่ 4 ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินเพื่อรักษากระบวนการทำงานมิให้เกิดการหยุดชะงัก จนทำให้เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ในกระบวนการผลิตเกิดความเสียหายได้ เช่น ระบบหล่อเย็น ระบบหล่อลื่น เป็นต้น
เพราะเช่นนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดก็ตาม การทำงานเหล่านี้จำเป็นจะต้องมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเผื่อไว้ไว้ใช้งาน
เครื่องกำเนิดไฟฟ้ามี 2 ชนิด คือชนิดกระแสตรงเรียกว่า ไดนาโม (Dynamo) และชนิดกระแสสลับเรียกว่า อัลเตอร์เนเตอร์ (Alternator) สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ใช้งานในเชิงอุตสาหกรรมนั้น โดยมากจะเป็นเครื่องปั่นไฟชนิดกระแสสลับ ซึ่งมีทั้งแบบ 1 เฟส และแบบ 3 เฟส โดยเฉพาะเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ที่ใช้ตามโรงไฟฟ้าจะเป็นเครื่องกำเนิดแบบ 3 เฟสทั้งหมด ด้วยเหตุว่าสามารถผลิตและจ่ายกำลังไฟฟ้าได้เป็นสามเท่าของเครื่องปั่นไฟแบบ 1 เฟส
วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
กระทรวงสหกรณ์เพิ่มพูนกำลังซื้อและแปรรูปยางพารา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์
นายโอภาส กลั่นบุศย์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวในระหว่างการตรวจเยี่ยมการรวบรวมและแปรรูปยางพาราของ สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านเขาซก จำกัด ต.เขาซก อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรีโดยใช้เครื่องพ่นยา ราคาถูก เมื่อวันก่อนถึงแนวทางและมาตรการของกรมฯ ในการส่งเสริมสนับสนุนให้สหกรณ์มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ด้านการจัดการยางพาราว่า
ทางกรมสหกรณ์ ได้ชักจูงส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับยางพาราตามศักยภาพ และความพร้อมของแต่ละสหกรณ์ เน้นให้มีการผลิตยางคุณภาพ โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานกองทุนสวนยาง สำนักงานตลาดกลางยางพารา ไปให้ความรอบรู้ในการผลิตยางคุณภาพตามมาตรฐาน และสนับสนุนให้โรงงานแปรรูปยางอัดก้อนของสหกรณ์ที่มีอยู่แล้วผลิตให้ได้มาตรฐาน GMP ส่งเสริมการระดมทุนภายในสหกรณ์ ทั้งทุนเรือนหุ้น และการออมของสมาชิก
และการเสริมสร้างองค์ความรู้การดำเนินธุรกิจยางพาราให้แก่บุคลากรของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เช่น การบริหารจัดการธุรกิจยางพารา การรวบรวมรับซื้อยางพารา การบริการ การแปรรูปยางพารา ตลอดถึงความรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ นโยบาย และวิธีการสหกรณ์เพื่อการบริหารธุรกิจยางพารา เป็นต้น
และในช่วงที่ผ่านมา กรมฯ ได้ดำเนินแผนการตามแนวทางเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 โครงการ คือ 1.แผนการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สหกรณ์เพื่อรวบรวมยางพาราภายใต้แนวทางพัฒนายางพาราทั้งระบบ วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท ให้กับสหกรณ์ทุกประเภท ตลอดถึงกลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนที่มีการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยางพาราเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยาง มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ที่พึงประสงค์จะยื่นขอกู้ตามโครงการฯ จำนวน 527 แห่ง เป็นเงิน 5,078.15 ล้านบาท ได้รับอนุมัติจาก ธ.ก.ส. แล้ว 69 แห่ง เป็นเงิน 959.10 ล้านบาทเพื่อซื้อเครื่องมือการเกษตรในราคาที่ถูกลง เช่น เครื่องพ่นยาไฟฟ้า ถึงวันวันที่ 28 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมามีการเบิกเงินจาก ธ.ก.ส. แล้ว 52 แห่งเป็นเงิน 376.37 ล้านบาท ส่วนการรวบรวมรับซื้อยางพาราของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน–29 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรรวม 352 แห่งในพื้นที่ 40 จังหวัด รวบรวมรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์รวม 70,669.02 ตัน มูลค่า 2,865.59 ล้านบาท
โครงการที่ 2 ให้การสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อแปรรูปยางพารา ภายใต้แนวทางพัฒนายางพาราทั้งระบบวงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท เป็นการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการลงทุนในการขยายกำลังผลิต หรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในโรงงานแปรรูปยางที่จัดสร้างไว้แล้ว หรือนำไปลงทุนจัดสร้างโรงงานใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่ายางพารา และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการแปรรูปยางพารา มีสหกรณ์ยื่นความประสงค์ในการขอกู้เงินเพื่อแปรรูปในเบื้องต้น 245 แห่ง และยื่นกู้ตามโครงการฯ จำนวน 200 แห่ง เป็นเงิน 4,421.625 ล้านบาท
“การช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางที่เป็นสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีเครื่องพ่นยาไฟฟ้าฝช้และ มีแหล่งขายยางพาราในระดับพื้นที่ได้มากขึ้นนั้นนับเป็นการช่วยลดต้นทุนการขนส่งระหว่างแหล่งผลิตกับตลาดให้กับเกษตรกร ขณะเดียวกันเกษตรกรก็จะได้รับเงินจากการขายในทันที เป็นการเพิ่มสภาพคล่องของระบบการเงินให้กับวงการผลิตยางพาราที่เห็นได้อย่างชัดเจน“ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พูดในที่ประชุม
credit . http://www.vigotech.co.th/index.php?lay=show&ac=cat_showcat&l=2&cid=89465
ทางกรมสหกรณ์ ได้ชักจูงส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับยางพาราตามศักยภาพ และความพร้อมของแต่ละสหกรณ์ เน้นให้มีการผลิตยางคุณภาพ โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานกองทุนสวนยาง สำนักงานตลาดกลางยางพารา ไปให้ความรอบรู้ในการผลิตยางคุณภาพตามมาตรฐาน และสนับสนุนให้โรงงานแปรรูปยางอัดก้อนของสหกรณ์ที่มีอยู่แล้วผลิตให้ได้มาตรฐาน GMP ส่งเสริมการระดมทุนภายในสหกรณ์ ทั้งทุนเรือนหุ้น และการออมของสมาชิก
และการเสริมสร้างองค์ความรู้การดำเนินธุรกิจยางพาราให้แก่บุคลากรของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เช่น การบริหารจัดการธุรกิจยางพารา การรวบรวมรับซื้อยางพารา การบริการ การแปรรูปยางพารา ตลอดถึงความรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ นโยบาย และวิธีการสหกรณ์เพื่อการบริหารธุรกิจยางพารา เป็นต้น
และในช่วงที่ผ่านมา กรมฯ ได้ดำเนินแผนการตามแนวทางเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 โครงการ คือ 1.แผนการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สหกรณ์เพื่อรวบรวมยางพาราภายใต้แนวทางพัฒนายางพาราทั้งระบบ วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท ให้กับสหกรณ์ทุกประเภท ตลอดถึงกลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนที่มีการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยางพาราเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยาง มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ที่พึงประสงค์จะยื่นขอกู้ตามโครงการฯ จำนวน 527 แห่ง เป็นเงิน 5,078.15 ล้านบาท ได้รับอนุมัติจาก ธ.ก.ส. แล้ว 69 แห่ง เป็นเงิน 959.10 ล้านบาทเพื่อซื้อเครื่องมือการเกษตรในราคาที่ถูกลง เช่น เครื่องพ่นยาไฟฟ้า ถึงวันวันที่ 28 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมามีการเบิกเงินจาก ธ.ก.ส. แล้ว 52 แห่งเป็นเงิน 376.37 ล้านบาท ส่วนการรวบรวมรับซื้อยางพาราของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน–29 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรรวม 352 แห่งในพื้นที่ 40 จังหวัด รวบรวมรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์รวม 70,669.02 ตัน มูลค่า 2,865.59 ล้านบาท
โครงการที่ 2 ให้การสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อแปรรูปยางพารา ภายใต้แนวทางพัฒนายางพาราทั้งระบบวงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท เป็นการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการลงทุนในการขยายกำลังผลิต หรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในโรงงานแปรรูปยางที่จัดสร้างไว้แล้ว หรือนำไปลงทุนจัดสร้างโรงงานใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่ายางพารา และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการแปรรูปยางพารา มีสหกรณ์ยื่นความประสงค์ในการขอกู้เงินเพื่อแปรรูปในเบื้องต้น 245 แห่ง และยื่นกู้ตามโครงการฯ จำนวน 200 แห่ง เป็นเงิน 4,421.625 ล้านบาท
“การช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางที่เป็นสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีเครื่องพ่นยาไฟฟ้าฝช้และ มีแหล่งขายยางพาราในระดับพื้นที่ได้มากขึ้นนั้นนับเป็นการช่วยลดต้นทุนการขนส่งระหว่างแหล่งผลิตกับตลาดให้กับเกษตรกร ขณะเดียวกันเกษตรกรก็จะได้รับเงินจากการขายในทันที เป็นการเพิ่มสภาพคล่องของระบบการเงินให้กับวงการผลิตยางพาราที่เห็นได้อย่างชัดเจน“ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พูดในที่ประชุม
credit . http://www.vigotech.co.th/index.php?lay=show&ac=cat_showcat&l=2&cid=89465
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

