วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

รื้อมาตรฐานข้าวหอม สร้างสรรค์หรือทำลายข้าวหอมมะลิไทย


รื้อมาตรฐานข้าวหอม สร้างสรรค์หรือทำลายข้าวหอมมะลิไทย
ตามที่ นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศใช้เครื่องพ่นสี ได้มีนโยบายที่จะรื้อมาตรฐานข้าวหอมจากเดิมกำหนดส่งออกข้าวหอมมะลิไทย มี 2 มาตรฐาน คือ มาตรฐาน 98% และมาตรฐาน 92% โดยอ้างว่าได้รับฟังความคิดเห็นผู้ประกอบการด้านข้าวที่ต้องการให้มีมาตรการเพิ่มมาตรฐานข้าวหอมมะลิในเกรด 70% หรือ 80% เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดข้าว บางประเทศที่นิยมบริโภคข้าวหอมมะลิผสมโดยมีสัดส่วนข้าวหอมมะลิ 70% หรือ 80% ที่เหลือให้นำข้าวชนิดอื่นมาผสม

การกำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิไว้ 2 มาตรฐาน คือ มาตรฐาน 98% และ 92% ได้มีความพยายามมาตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งขณะนั้นผมดำรงตำแหน่งเป็นรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการพิจารณาในการกำหนดข้าวหอมมะลิให้เป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดที่ทั่วโลกยอมรับ เพราะก่อนปี 2539 การกำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิมีหลายมาตรฐาน เช่น มาตรฐาน 70% และมาตรฐาน 80% มาตรฐาน 90% เป็นต้น ทำให้เกิดความเสียหายจากคุณภาพของข้าวหอมมะลิ ซึ่งถือว่าเป็นข้าวเมล็ดยาวที่ดีที่สุดในโลก และมีปริมาณจำกัด เพราะปลูกได้เฉพาะในพื้นที่นาข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และปลูกได้เพียงปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากข้าวหอมมะลิ 105 ไม่ต้องการปริมาณน้ำที่มากเกินไป ชอบสภาพดินที่มีความเค็มเล็กน้อย เป็นดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี จากสภาพความจำกัดของความเหมาะสมตามศักยภาพของพื้นที่ดังกล่าว รวมทั้งการปลูกได้เพียงปีละหนึ่งครั้ง ทำให้ข้าวหอมมะลิของประเทศไทย จึงมีปริมาณผลผลิตน้อยแต่มีคุณภาพข้าวเมล็ดยาวที่ดีที่สุดในโลก มีกลิ่นหอม ข้าวนุ่ม เพราะมีเปอร์เซ็นต์ Amylose (อมิโลส) อยู่ที่ 17-18 ทำให้ราคาข้าวหอมมะลิจึงสูงกว่าราคาข้าวชนิดอื่นๆ แต่เนื่องจากการกำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิที่มีข้าวอื่นปนอยู่ด้วย มีส่วนทำให้ข้าวหอมมะลิที่มีขายในตลาดมีคุณภาพต่ำลง และทำให้จำนวนข้าวหอมมะลิที่ถูกปนโดยข้าวอื่นมีปริมาณมากขึ้น ซึ่งมาตรฐานดังกล่าว ถือว่าเป็นการทำลายคุณภาพของข้าวหอมมะลิโดยความเห็นแก่ตัวของพ่อค้าข้าว โดยความร่วมมือของส่วนราชการที่ได้กำหนดมาตรฐานดังกล่าวออกมา

จากปัญหาของการกำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิหลายมาตรฐาน ที่ทำให้เราไม่มีข้าวหอมมะลิ 100% ถือว่าเป็นการทำลายคุณภาพของข้าวหอมมะลิที่เป็นข้าวเมล็ดยาวที่ดีที่สุดในโลก จึงได้มีความพยายามที่จะให้มีการกำหนดข้าวหอมมะลิให้เป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดที่โลกยอมรับ ดังนั้นในปี 2539 จึงได้มีความพยายามร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับภาคเอกชนบางราย คือ บริษัท เจียเม้งมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตข้าวหอมมะลิ ตรา หงส์ทอง ที่มีชื่อเสียง จำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้ร่วมกันพิจารณากำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิขึ้นมาใหม่ และได้ข้อยุติว่ามาตรฐานข้าวหอมมะลิควรจะมีเพียง 2 มาตรฐาน คือ มาตรฐาน 98% และมาตรฐาน 92%

จากความพยายามดังกล่าว ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะประสบความสำเร็จ ซึ่งต้องขอขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในขณะนั้น คือ คุณอดิศัย โพธารามิก ที่ได้นำแนวทางดังกล่าวมากำหนดเป็นนโยบายภายใต้การหารือร่วมกับคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ซึ่งผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการ อยู่ในปี 2544

มาตรฐานข้าวหอมมะลิจึงมีเพียง 2 มาตรฐาน ดังที่ได้ใช้อยู่ถึงปัจจุบัน คือ มาตรฐาน 98% หรือมีเนื้อข้าวหอมมะลิไม่น้อยกว่าร้อยละ 98 มีสิ่งเจือปนได้ไม่เกินร้อยละ 2 และมาตรฐาน 92% หรือมีสิ่งเจือปนได้ไม่เกินร้อยละ 8 และได้ใช้มาตรฐานนี้มาจนถึงปัจจุบัน

ผมไม่ทราบว่า คุณดวงพร ได้ใช้ตรรกะอย่างไรที่จะให้ยกเลิกมาตรฐาน 98% แต่ให้คงมาตรฐาน 92% ไว้ และให้กำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิ 70% โดยให้มีข้าวอื่นปนได้ 30% หรืออาจจะมีมาตรฐาน 80% และมีข้าวอื่นปนได้ 20% เมื่อเป็นอย่างนี้ เราจะเรียกข้าวนี้ว่าเป็นข้าวหอมมะลิได้อย่างไร นโยบายเช่นนี้คือนโยบายทำลายข้าวหอมมะลิของชาวนาไทยและประเทศไทยโดยรวม

คุณดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ไม่เคยปลูกข้าว ท่านคงจะไม่รู้สึกภูมิใจต่อข้าวหอมมะลิไทยเหมือนชาวนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ปลูกข้าวหอมมะลิหรือนักวิจัยพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 ที่วิจัยพบพันธุ์ข้าวนี้มาตั้งแต่ปี 2504 ที่มีส่วนทำให้ชื่อเสียงข้าวไทยเป็นที่ยอมรับทั่วโลก ท่านจึงมีความคิดโดยอ้างว่าเป็นความต้องการของพ่อค้า และท่านได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษาชาวนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ปลูกข้าวหอมมะลิบ้างแล้วหรือยัง หรือท่านเพียงแต่รับฟังข้อเสนอจากพ่อค้าข้าวเพียงฝ่ายเดียว

ผมคิดว่า กระทรวงพาณิชย์ คงต้องพิจารณากันอย่างจริงจังสักครั้งว่า นโยบายและมาตรการต่างๆ ที่ท่านได้ดำเนินการเรื่องข้าว โดยข้าราชการเองหรือตามใบสั่งนักการเมืองที่ใช้กระทรวงพาณิชย์เป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าว ตั้งแต่ปี 2554 - 2557 ที่รัฐบาลได้ใช้เงินถึง 9.8 แสนล้านบาท รับจำนำข้าวจำนวน 54.4 ล้านตัน และมีตัวเลขการขาดทุนไม่ต่ำกว่า 6 แสนล้านบาท และโครงการรับจำนำนี้มีการทุจริตทุกขั้นตอน รวมทั้งการจำหน่ายข้าวถุงของ อคส. ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ก็พบการทุจริตจากการตรวจสอบพบของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา หรือนโยบายเกี่ยวกับข้าวอื่นๆ ที่ได้ใช้เงินในเรื่องการตลาดข้าวอย่างมหาศาล โดยผ่านคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ซึ่งมีข้าราชการของกระทรวงพาณิชย์ เป็นเลขานุการมาทุกยุคทุกสมัย ซึ่งความเสียหายดังกล่าวนี้คนส่วนใหญ่จะชี้ไปที่นักการเมือง แต่แท้ที่จริงแล้วผู้ที่ขับเคลื่อนโครงการนี้คือข้าราชการประจำ เช่น ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศและอคส. เป็นต้น (ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วงเวลาดังกล่าว) ซึ่งท่านไม่สามารถที่จะปัดความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ เพราะท่านมีอำนาจหน้าที่ที่จะสามารถทักท้วงได้ แต่ท่านไม่ทำ อาจจะเป็นเพราะเกรงกลัวนักการเมืองหรือมีผลประโยชน์ร่วมกันไม่มีใครทราบได้ แต่ถ้าพวกท่านในฐานะที่เป็นข้าราชการหรือเป็นข้าของแผ่นดินอย่างแท้จริง ท่านจะต้องไม่ยอมเป็นเครื่องมือให้กับนักการเมืองชั่วเหล่านี้อย่างเด็ดขาด ส่วนจะมีใครต้องรับผิดชอบบ้างนั้น คงต้องรอผลการชี้มูลความผิดจากป.ป.ช. ซึ่งคงจะมีผลออกมาภายในเวลาไม่ช้านี้

นอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้น ที่ทำลายข้าวไทยในทุกมิติอย่างยับเยินแล้ว ท่านยังจะทำลายข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง คือ การกำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิเพื่อเอาใจพ่อค้าที่จะใช้ข้าวอื่นมาปลอมปนกับข้าวหอมมะลิ ซึ่งก็คงจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่คิดเช่นนี้ได้ เช่นเดียวกับนโยบายจำนำข้าวที่เป็นโครงการอุดหนุนที่แพงและสร้างความเสียหายใหญ่หลวงที่สุดในประวัติศาสตร์นโยบายเกษตรไทย อุดหนุนชาวนามีฐานะ ผู้บริโภค โรงสี โกดัง ผู้ตรวจข้าว สร้างความร่ำรวยให้พ่อค้า พรรคพวก และนักการเมือง (TDRI: กรุงเทพธุรกิจ)

กระทรวงพาณิชย์ โปรดหยุดและทบทวนบทบาทและหน้าที่ของท่านต่อนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องข้าวได้แล้วหรือยัง อย่าทำลายข้าวไทยให้มากไปกว่านี้อีกเลยตามที่ นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้มีนโยบายที่จะรื้อมาตรฐานข้าวหอมจากเดิมกำหนดส่งออกข้าวหอมมะลิไทย มี 2 มาตรฐาน คือ มาตรฐาน 98% และมาตรฐาน 92% โดยอ้างว่าได้รับฟังความคิดเห็นผู้ประกอบการด้านข้าวที่ต้องการให้มีมาตรการเพิ่มมาตรฐานข้าวหอมมะลิในเกรด 70% หรือ 80% เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดข้าว บางประเทศที่นิยมบริโภคข้าวหอมมะลิผสมโดยมีสัดส่วนข้าวหอมมะลิ 70% หรือ 80% ที่เหลือให้นำข้าวชนิดอื่นมาผสม

การกำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิไว้ 2 มาตรฐาน คือ มาตรฐาน 98% และ 92% ได้มีความพยายามมาตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งขณะนั้นผมดำรงตำแหน่งเป็นรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการพิจารณาในการกำหนดข้าวหอมมะลิให้เป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดที่ทั่วโลกยอมรับ เพราะก่อนปี 2539 การกำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิมีหลายมาตรฐาน เช่น มาตรฐาน 70% และมาตรฐาน 80% มาตรฐาน 90% เป็นต้น ทำให้เกิดความเสียหายจากคุณภาพของข้าวหอมมะลิ ซึ่งถือว่าเป็นข้าวเมล็ดยาวที่ดีที่สุดในโลก และมีปริมาณจำกัด เพราะปลูกได้เฉพาะในพื้นที่นาข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และปลูกได้เพียงปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากข้าวหอมมะลิ 105 ไม่ต้องการปริมาณน้ำที่มากเกินไป ชอบสภาพดินที่มีความเค็มเล็กน้อย เป็นดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี จากสภาพความจำกัดของความเหมาะสมตามศักยภาพของพื้นที่ดังกล่าว รวมทั้งการปลูกได้เพียงปีละหนึ่งครั้ง ทำให้ข้าวหอมมะลิของประเทศไทย จึงมีปริมาณผลผลิตน้อยแต่มีคุณภาพข้าวเมล็ดยาวที่ดีที่สุดในโลก มีกลิ่นหอม ข้าวนุ่ม เพราะมีเปอร์เซ็นต์ Amylose (อมิโลส) อยู่ที่ 17-18 ทำให้ราคาข้าวหอมมะลิจึงสูงกว่าราคาข้าวชนิดอื่นๆ แต่เนื่องจากการกำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิที่มีข้าวอื่นปนอยู่ด้วย มีส่วนทำให้ข้าวหอมมะลิที่มีขายในตลาดมีคุณภาพต่ำลง และทำให้จำนวนข้าวหอมมะลิที่ถูกปนโดยข้าวอื่นมีปริมาณมากขึ้น ซึ่งมาตรฐานดังกล่าว ถือว่าเป็นการทำลายคุณภาพของข้าวหอมมะลิโดยความเห็นแก่ตัวของพ่อค้าข้าว โดยความร่วมมือของส่วนราชการที่ได้กำหนดมาตรฐานดังกล่าวออกมา

จากปัญหาของการกำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิหลายมาตรฐาน ที่ทำให้เราไม่มีข้าวหอมมะลิ 100% ถือว่าเป็นการทำลายคุณภาพของข้าวหอมมะลิที่เป็นข้าวเมล็ดยาวที่ดีที่สุดในโลก จึงได้มีความพยายามที่จะให้มีการกำหนดข้าวหอมมะลิให้เป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดที่โลกยอมรับ ดังนั้นในปี 2539 จึงได้มีความพยายามร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับภาคเอกชนบางราย คือ บริษัท เจียเม้งมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตข้าวหอมมะลิ ตรา หงส์ทอง ที่มีชื่อเสียง จำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้ร่วมกันพิจารณากำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิขึ้นมาใหม่ และได้ข้อยุติว่ามาตรฐานข้าวหอมมะลิควรจะมีเพียง 2 มาตรฐาน คือ มาตรฐาน 98% และมาตรฐาน 92%

จากความพยายามดังกล่าว ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะประสบความสำเร็จ ซึ่งต้องขอขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในขณะนั้น คือ คุณอดิศัย โพธารามิก ที่ได้นำแนวทางดังกล่าวมากำหนดเป็นนโยบายภายใต้การหารือร่วมกับคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ซึ่งผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการ อยู่ในปี 2544

มาตรฐานข้าวหอมมะลิจึงมีเพียง 2 มาตรฐาน ดังที่ได้ใช้อยู่ถึงปัจจุบัน คือ มาตรฐาน 98% หรือมีเนื้อข้าวหอมมะลิไม่น้อยกว่าร้อยละ 98 มีสิ่งเจือปนได้ไม่เกินร้อยละ 2 และมาตรฐาน 92% หรือมีสิ่งเจือปนได้ไม่เกินร้อยละ 8 และได้ใช้มาตรฐานนี้มาจนถึงปัจจุบัน

ผมไม่ทราบว่า คุณดวงพร ได้ใช้ตรรกะอย่างไรที่จะให้ยกเลิกมาตรฐาน 98% แต่ให้คงมาตรฐาน 92% ไว้ และให้กำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิ 70% โดยให้มีข้าวอื่นปนได้ 30% หรืออาจจะมีมาตรฐาน 80% และมีข้าวอื่นปนได้ 20% เมื่อเป็นอย่างนี้ เราจะเรียกข้าวนี้ว่าเป็นข้าวหอมมะลิได้อย่างไร นโยบายเช่นนี้คือนโยบายทำลายข้าวหอมมะลิของชาวนาไทยและประเทศไทยโดยรวม

คุณดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ไม่เคยปลูกข้าว ท่านคงจะไม่รู้สึกภูมิใจต่อข้าวหอมมะลิไทยเหมือนชาวนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ปลูกข้าวหอมมะลิหรือนักวิจัยพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 ที่วิจัยพบพันธุ์ข้าวนี้มาตั้งแต่ปี 2504 ที่มีส่วนทำให้ชื่อเสียงข้าวไทยเป็นที่ยอมรับทั่วโลก ท่านจึงมีความคิดโดยอ้างว่าเป็นความต้องการของพ่อค้า และท่านได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษาชาวนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ปลูกข้าวหอมมะลิบ้างแล้วหรือยัง หรือท่านเพียงแต่รับฟังข้อเสนอจากพ่อค้าข้าวเพียงฝ่ายเดียว

ผมคิดว่า กระทรวงพาณิชย์ คงต้องพิจารณากันอย่างจริงจังสักครั้งว่า นโยบายและมาตรการต่างๆ ที่ท่านได้ดำเนินการเรื่องข้าว โดยข้าราชการเองหรือตามใบสั่งนักการเมืองที่ใช้กระทรวงพาณิชย์เป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าว ตั้งแต่ปี 2554 - 2557 ที่รัฐบาลได้ใช้เงินถึง 9.8 แสนล้านบาท รับจำนำข้าวจำนวน 54.4 ล้านตัน และมีตัวเลขการขาดทุนไม่ต่ำกว่า 6 แสนล้านบาท และโครงการรับจำนำนี้มีการทุจริตทุกขั้นตอน รวมทั้งการจำหน่ายข้าวถุงของ อคส. ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ก็พบการทุจริตจากการตรวจสอบพบของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา หรือนโยบายเกี่ยวกับข้าวอื่นๆ ที่ได้ใช้เงินในเรื่องการตลาดข้าวอย่างมหาศาล โดยผ่านคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ซึ่งมีข้าราชการของกระทรวงพาณิชย์ เป็นเลขานุการมาทุกยุคทุกสมัย ซึ่งความเสียหายดังกล่าวนี้คนส่วนใหญ่จะชี้ไปที่นักการเมือง แต่แท้ที่จริงแล้วผู้ที่ขับเคลื่อนโครงการนี้คือข้าราชการประจำ เช่น ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศและอคส. เป็นต้น (ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วงเวลาดังกล่าว) ซึ่งท่านไม่สามารถที่จะปัดความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ เพราะท่านมีอำนาจหน้าที่ที่จะสามารถทักท้วงได้ แต่ท่านไม่ทำ อาจจะเป็นเพราะเกรงกลัวนักการเมืองหรือมีผลประโยชน์ร่วมกันไม่มีใครทราบได้ แต่ถ้าพวกท่านในฐานะที่เป็นข้าราชการหรือเป็นข้าของแผ่นดินอย่างแท้จริง ท่านจะต้องไม่ยอมเป็นเครื่องมือให้กับนักการเมืองชั่วเหล่านี้อย่างเด็ดขาด ส่วนจะมีใครต้องรับผิดชอบบ้างนั้น คงต้องรอผลการชี้มูลความผิดจากป.ป.ช. ซึ่งคงจะมีผลออกมาภายในเวลาไม่ช้านี้

นอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้น ที่ทำลายข้าวไทยในทุกมิติอย่างยับเยินแล้ว ท่านยังจะทำลายข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง คือ การกำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิเพื่อเอาใจพ่อค้าที่จะใช้ข้าวอื่นมาปลอมปนกับข้าวหอมมะลิ ซึ่งก็คงจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่คิดเช่นนี้ได้ เช่นเดียวกับนโยบายจำนำข้าวที่เป็นโครงการอุดหนุนที่แพงและสร้างความเสียหายใหญ่หลวงที่สุดในประวัติศาสตร์นโยบายเกษตรไทย อุดหนุนชาวนามีฐานะ ผู้บริโภค โรงสี โกดัง ผู้ตรวจข้าว สร้างความร่ำรวยให้พ่อค้า พรรคพวก และนักการเมือง (TDRI: กรุงเทพธุรกิจ)

กระทรวงพาณิชย์ โปรดหยุดและทบทวนบทบาทและหน้าที่ของท่านต่อนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องข้าวได้แล้วหรือยัง อย่าทำลายข้าวไทยให้มากไปกว่านี้อีกเลย

เครื่องพ่นสี

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การแก้ไขปัญหาดิน เพื่อปลูกผักและไม้ผลอินทรีย์

การแก้ไขปัญหาดิน เพื่อปลูกผักและไม้ผลอินทรีย์
การปลูกผักและไม้ผลอินทรีย์ คือการปลูกผักและไม้ผลที่มีระบบการผลิต การใช้เครื่องพ่นยาสะพายหลัง ควรพิจารณาถึงสภาพแวดล้อม รักษาสมดุลธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพหลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี หรือสารกำจัดศัตรูพืชต่างๆโดยหันกลับมาใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ไถกลบเศษพืช และปุ๋ยชีวภาพในการแก้ไขบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้ผักและไม้ผลมีความแข็งแรง เจริญเติบโตได้ดี และให้ผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารพิษ และไม่ทำลายสภาพแวดล้อม

แนะนำการผลิตปุ๋ยคอก โดยใช้สารเร่งจุลินทรีย์
พด.1 มีส่วนผสมในการผลิต คือ 1) มูลไก่ 300 กิโลกรัม 2) รำข้าวละเอียด 30 กิโลกรัม
3) สารเร่งจุลินทรีย์ พด.1 1 ซอง (100 กรัม) และ
4) ฟางข้าว เพื่อใช้สำหรับคลุมกองปุ๋ยหมัก

วิธีทำปุ๋ยคอก ผสมมูลไก่ รำละเอียด และสารเร่งจุลินทรีย์ พด.1 ให้เข้ากัน รดน้ำปรับความชื้น ประมาณ 60% ทำการตั้งกองปุ๋ยคอกให้สูง ประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วนำฟางข้าวมาคลุมกองปุ๋ยคอกไว้ เพื่อรักษาความชื้นและธาตุอาหารในกองปุ๋ยหมัก ในระหว่างการหมักไม่ต้องกลับกองปุ๋ยคอก ปล่อยให้เกิดการย่อยสลายเป็นเวลา 7 วัน จึงนำไปใช้ในการปลูกพืชได้

วิธีใช้ปุ๋ยคอก ให้เตรียมแปลงเพาะกล้า โดยใช้ปุ๋ยหมัก อัตรา 1 ตัน/ไร่ และช่วงการเจริญเติบโตของพืช ให้ใช้ปุ๋ยหมัก อัตรา 1 ตัน/ไร่ โดยใช้เครื่องปั่นไฟ

กระบวนการผลิตน้ำหมักชีวภาพ จากไข่ไก่ โดยใช้สารเร่ง พด.2 มีส่วนผสมในการผลิต คือ 1) ไข่ไก่ (รวมเปลือก) ซึ่งปั่นให้ละเอียด 50 ฟอง 2) ตับ 3 กิโลกรัม 3) กากน้ำตาล 3 กิโลกรัม 4) สารเร่งจุลินทรีย์ พด.2 1 ซอง (25 กรัม) และ 5) น้ำ 20 ลิตร

กระบวนวิธีทำน้ำหมักชีวภาพ นำไข่ไก่ที่ปั่นละเอียด ตับ และกากน้ำตาลลงในถังหมักผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ทำการละลายสารเร่งจุลินทรีย์ พด.2 จำนวน 1 ซอง ผสมในน้ำ คนให้เข้ากันนาน 5 นาที จากนั้นเทลงในส่วนผสมของไข่ไก่และตับ แล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง พร้อมกับเติมน้ำให้ครบ 20 ลิตร จากนั้นปิดฝาไม่ต้องสนิท และตั้งทิ้งไว้ในที่ร่ม 20 วัน (จนไม่ปรากฏฟอง)

วิธีใช้น้ำหมักชีวภาพ
1.ก่อนระยะการเก็บเกี่ยวพืชผักและไม้ผล ควรฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ ทุก 7 วัน หรือรดลงในดินบริเวณโคนต้นไม้ผล เช่น มะละกอ และชมพู่

2.ในการปลูกถั่วฝักยาว จะใช้น้ำหมักชีวภาพ ที่ประกอบด้วยไข่ไก่และปลาหมัก ที่เจือจาง 1:1,000 ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน ซึ่งน้ำหมักชีวภาพจากไข่ จะช่วยเร่งการออกดอกผลได้ดี เนื่องจากมีฮอร์โมนจิบเบอเรลลินสูง

การแก้ไขวัชพืช ต้องปล่อยให้วัชพืชสูงจนออกดอก แต่ยังไม่มีเมล็ด ถ้าปลูกปอเทืองด้วย ให้ไถกลบเมื่อปอเทืองออกดอก ทำการตัดต้นวัชพืชตรงบริเวณโคนต้นพร้อมกับต้นปอเทือง ด้วยเครื่องตัดหญ้า จากนั้นใช้รถไถทำการไถกลบลงดิน ตามด้วยใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 1 ตันต่อไร่ แล้วจึงไถพรวนอีกครั้ง ฉีดน้ำหมักชีวภาพ เจือจาง 1:200 พ่นให้ทั่วแปลง หมักทิ้งไว้ ถ้าให้น้ำ 2-3 วัน จะสามารถทำการปลูกพืชได้ ทำการใส่ปุ๋ยหมัก 1 ตันต่อไร่ ในช่วงก่อนปลูกพืช และช่วงระหว่างการเจริญเติบโตของพืช

ที่บอกมาแล้ว นักวิชาการของกรมพัฒนาที่ดิน ได้ชี้ช่องทางวิธีทำเกษตรอินทรีย์ ให้กับเกษตรกร และแจกจ่ายสารเร่งจุลินทรีย์ พด.1 และ พด.2 ทั่วประเทศ ไปรับได้ที่สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต หรือสถานีพัฒนาที่ดิน ที่ตั้งในจังหวัดใกล้บ้านของท่าน นะครับ...
http://kasetfocusblos.blogspot.com/2014/10/blog-post_29.html

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ต่อตอนที่2 วิธีการปลูกมะละกอพันธุ์อะไรดีจึงจะมีตลาดขาย


ต่อตอนที่2 วิธีการปลูกมะละกอพันธุ์อะไรดีจึงจะมีตลาดขาย
-มะละกอพันธุ์ครั่ง เป็นมะละกอดิบหรือส้มตำพันธุ์ใหม่ที่ใช้ยาฆ่าแมลงและใช้เครื่องพ่นยาน้อย และที่มีสื่อทำข่าวกันมากจนทำให้เกษตรกรปลูกกันเยอะที่สุด โดยชูข้อเด่นตรงที่เนื้อกรอบ หวาน อร่อย หลังเก็บจากต้นแล้ว สดอยู่ได้นานกว่าพันธุ์อื่น 5-6 วันก็ยังไม่เหี่ยว และบอกว่าทนทานไวรัสจุดวงแหวนได้ดี(อันนี้จริงเปล่าไม่รู้) แต่ข้อด้อยก็คือ ผลมีร่องทำให้เวลาปอกเปลือก เปลือกสีเขียวจะติดอยู่ในร่องนั้น ขูดเส้นยาก ตอนนี้เริ่มมีปัญหาด้านตลาดแต่นักค้นคว้าก็ยังเพิ่งเปิดตัวครั่งพันธุ์ใหม่เนื้อเหลืองไปเมื่อเดือนที่แล้วอีกซึ่งครั่งเนื้อเหลืองจะทำให้เส้นส้มตำน่ารับประทานมากขึ้น ผู้รายงานข่าวประโคมข่าวอีกเช่นเดิมแต่ปัญหาร่องที่ผลจะทำให้แม่ค้ายอมรับได้แค่ไหนต้องติดตามกันต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เทคนิคการปลูกมะละกอพันธุ์อะไรดีจึงจะมีตลาดขาย


เทคนิคการปลูกมะละกอพันธุ์อะไรดีจึงจะมีตลาดขาย
จริงๆไม่ได้คิดที่จะพูดคุยเรื่องนี้เลย เพราะนึกไม่ถึงค่ะ แต่เมื่อวานมีคนเข้ามาถามในlineให้ช่วยหาตลาดมะละกอแขกดำให้หน่อย อย่างเช่นผมปลูกมะละกอพันธุ์ครั่ง เรดแคริเบี้ยนขายที่ไหนดี ทำให้คิดว่าเรามองข้ามเรื่องนี้ไปจริงๆ เพราะชีวิตอยู่แต่กับมะละกอฮอลแลนด์ เลยไม่ได้มองพันธุ์อื่น
- มะละกอฮอลแลนด์ คือพันธุ์ที่น่าดึงดูดและน่าลงทุนที่สุด เพราะเป็นพันธุ์มะละกอกินสุกที่นิยมที่สุดและใช้เครื่องพ่นยาน้อยที่สุด ตลาดกว้างขวาง แม่ค้ารับซื้อเยอะที่สุด ส่วนที่ตกเกรดหรือเป็นโรคก็ยังวางขายเข้าโรงงานได้ ราคามะละกอจะยืนพื้นจากสวน 8-10 บาท/กก. ราคาขายส่งอยู่ที่ 15-20 บาท/กก. ราคาขายปลีกถึงผู้บริโภคอยู่ที่ 20-35 บาท/กก. ช่วงที่มะละกอขาดตลาด ราคาจากสวนพุ่งไปถึง 20-35 บาท/กก. ราคาขายส่ง 30-35 บาท/กก. ขายปลีกอยู่ที่ 40-50 บาท/กก. เนื่องจากว่าเป็นช่วงที่มะละกอมีผลผลิตน้อย ผลไม้อื่นในท้องตลาดก็มีน้อย ราคาจึงสูงกว่้าพันธุ์อื่นๆ มะละกอที่จะมีผลผลิตออกช่วงนี้จะเป็นมะละกอที่ต้องออกดอกช่วงแล้งประมาณ มี.ค.-เม.ย. ซึ่งมะละกอจะไม่ค่อยติดผลเนื่องจากดอกร่วงหมด ทำให้มะละกอมีผลผลิตค่อนข้างน้อยหรือขาดตลาดทุกปีในช่วงตั้งแต่เดือน ก.ค.-ก.ย. หรืออาจจะยาวไปจนถึง ต.ค. ใครที่อยากขายมะละกอราคาแพงก็วางแผนปลูกให้มะละกอได้เก็บผลผลิตในช่วงดังกล่าว โดยใช้ระบบการจัดการน้ำและปุ๋ยเข้าไปช่วยเพื่อช่วยให้มะละกอติดผลได้ในช่วงดังกล่าวได้ล่ะก็ เตรียมตัวรับเงินก้อนโตได้เลย มีเงินเหลือเฟือไปซื้อเครื่องมือการเกษตรเยอะเลยคะ
-มะละกอแขกดำ เคยเป็นมะละกอกินสุกที่ครองตลาดในสมัยก่อน แต่วันนี้หมดสมัยของแขกดำในตลาดกินสุกไปแล้ว แขกดำจึงเป็นมะกอที่หาตลาดไม่เจอ ไม่รู้จะอยู่ตรงไหน กินสุกก็ได้แต่ก็สู้ฮอลแลนด์ไม่ได้ ตลาดไทมีแผงมะละกอ 100 แผง แต่มีเพียง 2 แผงที่ขายแขกดำและปริมาณการขายก็ไม่มาก แต่ในตลาดกินดิบหรือส้มตำ แขกดำก็ไปได้แต่ก็ไม่โดดเด่นเท่าแขกนวลที่มีคุณสมบัติดีกว่า
-มะละกอแขกนวล ถือป็นมะละกอกินดิบที่ครองตลาด เพราะเป็นมะละกอที่เนื้อกรอบ อร่อย แม่ค้าส้มตำชอบ อีกทั้งยังเป็นมะกอที่ติดดก ผลใหญ่ มะละกอกินดิบมีจุดดีตรงที่เก็บเกี่ยวเร็ว 5 เดือนก็เก็บขายได้แล้ว จากนั้นจะเก็บกันทุก 15-20 วัน (ครั้งหนึ่งก็ประมาณ 20-25 ตัน ในพื้นที่ปลูกประมาณ 10 ไร่) มะละกอดิบดูแลจัดการง่ายกว่ามะละกอสุกเยอะ ไม่ต้องหุ้มห่อผล ไม่ต้องระมัดระวังมากตอนเก็บ เก็บเสร็จแพ็คใส่ถุงพลาสติก1ถุง 10 กก.ยกใส่ขึ้นรถขายได้เลย แต่ราคาก็จะอยู่ที่ 4-5 บาท ตลอดทั้งปี ช่วงราคาถูกก็อยู่ที่ 2 บาทค่ะ แทบไม่คุ้มค่าขนส่งเลยค่ะ
เด๊๋ยวมาพูดคุยกันต่อคะ ติดตามในบทความต่อไปนะคะ...

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

กลยุทธ์การเพาะเมล็ด/และเคล็ดลับการปลูกพริก


กลยุทธ์การเพาะเมล็ด/และเคล็ดลับการปลูกพริก
ครั้นได้เมล็ดพันธุ์พริกมาแล้ว ให้นำไปแช่น้ำร้อน ถ้าหญ้าเริ่มยาวให้ใช้เครื่องตัดหญ้า หลังจากนั้นใช้น้ำร้อนเทลงไปในภาชนะก่อน 1 ส่วนและตามด้วยน้ำเย็นอีก 1 ส่วน ทดสอบโดยมือจุ่มลงไปพอมือเราทนได้ ก็ใช้ได้หรือประมาณการ 50  องศา แช่ไว้ราว 30 นาที ต่อจากนั้นนำไปห่อในผ้าขาวบาง บ่มไว้ 1 คืนแล้วนำเมล็ดไปเพาะได้ โดยบ่มไว้ในกระติกน้ำร้อนก็ได้ ใช้ถ้วยคว่ำแล้วเอาเมล็ดพริกวางบนถ้วยที่คว่ำไว้ เพื่อไม่เมล็ดพริกแช่น้ำที่เราพ่นใส่เมล็ดพริกที่บ่ม เมล็ด พริกจะได้ไม่เน่าไปซะก่อนครับ

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เกษตรอินทรีย์ : วิถีทางใหม่ของเกษตรกรไทย

เกษตรอินทรีย์ : วิถีทางใหม่ของเกษตรกรไทย

การทำเกษตรกรรมของไทยมักพบปัญหาการขาดทุนเนื่องแต่เครื่องปั่นไฟราคาสูงขึ้น ซึ่งหนึ่งในต้นเหตุของปัญหานี้เกิดจากรายจ่ายในการจัดซื้อสารเคมีจำนวนมาก มาใช้เพื่อเร่งผลผลิต อย่างไรก็ตาม หากผลผลิตที่ได้มีราคาตกต่ำ การขาดทุนก็ยังคงมีอยู่อย่างไม่จบไม่สิ้น ในสมัยนี้กระแสการดูแลรักษาสุขภาพของประชากรโลกเริ่มมีมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจในการเลือกซื้ออาหารที่ปลอดภัยและปราศจากสารเคมีต่าง ๆ ที่เป็นพิษต่อร่างกาย ด้วยเหตุนี้เกษตรกรหลายรายจึงคิดหาวิธีการทำเกษตรกรรม แนวใหม่ เรียกว่า เกษตรอินทรีย์ (Organic Agriculture) โดยใช้เครื่องปั่นไฟมือสองเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและได้ผลผลิตที่เป็นที่ต้องการของตลาด โดยการขยันประยุกต์ใช้ธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการใช้ปัจจัยการผลิตภายนอกและหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ ซึ่งแบบการทำเกษตรแนวนี้จะไม่เป็นอันตรายต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค
เกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย
สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Agriculture : IFOM) ให้คำนิยามของเกษตรอินทรีย์ว่าเป็น “ระบบการเกษตรที่ผลิตอาหารและเส้นใยด้วยความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยเน้นความเชื่อปรับปรุงบำรุงดิน การเคารพต่อศักยภาพทางธรรมชาติของพืช สัตว์ และนิเวศการเกษตร เกษตรอินทรีย์จึงลดการใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอาจลดปัจจัยการผลิตภายนอก และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ เช่นปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช และเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ และในขณะเดียวกันก็หมั่นเพียรประยุกต์ใช้ธรรมชาติในการเพิ่มผลผลิตและพัฒนาความต้านทานโรคของพืชและสัตว์เลี้ยง” หลักการเกษตรอินทรีย์จึงเป็นหลักการสากลที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม ภูมิอากาศและวัฒนธรรมของท้องถิ่น เนื่องจากก่อให้เกิดผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารพิษ และช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน มีหลักการของการอยู่ร่วมกันและพึ่งพิงธรรมชาติทั้งบนดินและใต้ดิน ใช้ปัจจัยการผลิตอย่างเห็นคุณค่า และมีการอนุรักษ์ให้อยู่อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบบเป็นองค์รวมและความสมดุลที่เกิดจากความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศทั้งระบบ
ภาครัฐและเอกชนไทยเริ่มตื่นตัวที่จะพัฒนาสินค้าเกษตรของไทยเช่นเครื่องพ่นยา ให้มีคุณภาพและปราศจากสารพิษตกค้าง หลังจากที่กลุ่มประเทศผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เกษตรของไทยเริ่มตรวจสอบคุณภาพ สินค้าอย่างเข้มงวด เนื่องจากพบว่ามีสารเคมีปนเปื้อน ซึ่งสร้างความเสื่อมเสียให้กับภาคเกษตรอย่างมาก ทางภาครัฐจึงรณรงค์ให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งแบ่งการผลิตได้เป็น 2 แบบ คือ
1. เกษตรอินทรีย์แบบพื้นบ้าน ผลิตเพื่อการบริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก และมีการนำผลผลิตบางส่วนไปแลกเปลี่ยนในตลาดท้องถิ่น แต่ผลผลิตนี้จะไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน
2. เกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน เป็นการทำการเกษตรเพื่อซื้อขายผ่านทางระบบตลาด และหากตรารับรองมาตรฐานทัดเทียมกับมาตรฐานจากต่างประเทศ จะทำให้ผลผลิตสามารถส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศได้ด้วย เกษตรอินทรีย์ของไทยยังอยู่ในช่วงระยะเริ่มแรก กลุ่มผู้ทำการเกษตรอินทรีย์ยังมีส่วนแบ่งจำกัด ผู้ประกอบการและ ผู้ผลิตที่สำคัญได้แก่ เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ที่ทำงานร่วมกับสหกรณ์กรีนเนท จำกัด และมูลนิธิสายใยแผ่นดิน คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 55.89 ของเกษตรกรที่ทำการผลิตเกษตรอินทรีย์ และมีพื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24.14 ของพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั้งหมดภายในประเทศ เป็นที่สังเกตว่า บริษัทอุตสาหกรรมการเกษตรปริมาตรใหญ่ที่เป็นหน่วยงานของภาคเอกชน ซึ่งดำเนินกิจการสินค้าเกษตรเคมีอยู่เดิม เริ่มเข้ามามีบทบาทในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์มากขึ้น เพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศอุตสาหกรรมเป็นหลัก เนื่องจากความต้องการเพิ่มสูงขึ้น
การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยเป็นการผลิตแบบง่ายๆ ไม่ใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน ผลผลิตที่ได้ก็เป็นสินค้าพื้นฐาน เช่น ข้าว ผักและผลไม้ ส่วนการแปรรูปสินค้ายังมีน้อย เพราะวัตถุดิบมีปริมาณไม่มาก สมัยนี้มีผลผลิตที่จำหน่ายออกสู่ตลาดประมาณไม่เกิน 6,000 ตันต่อปี สำหรับสินค้าที่ไทยส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้แก่ ข้าว กล้วยหอม หน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบเขียว สับประรด ขิง และสมุนไพรอีกหลายชนิด ตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยยังเป็นตลาดของผู้ผลิตคือ การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ยังมีจำนวนน้อย ผู้ผลิตสามารถเป็นผู้กำหนดการตลาดได้ค่อนข้างมาก ราคาผลผลิตก็มีแนวโน้มสูงกว่าราคาสินค้าเกษตรทั่วไปประมาณร้อยละ 20-50 การที่ระดับราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไปนี้ ไม่ได้เป็นเพราะว่ามีส่วนแบ่งการผลิตต่ำกว่าความต้องการของตลาดเท่านั้น แต่เนื่องจากเกษตรอินทรีย์จะต้องมีหลักประกันในเรื่องราคาผลผลิตที่ยุติธรรม ต่อผู้ผลิต จึงทำให้ต้นทุนการผลิตเกษตรอินทรีย์ค่อนข้างสูงกว่าการผลิตทั่วไป อย่างไรก็ดีมีการวิจัย พบว่า ผู้บริโภคจะยอมรับราคาผลผลิตที่สูงไม่เกินร้อยละ15-20

เกษตรอินทรีย์ในตลาดโลก
สมัยปัจจุบันสินค้าเกษตรอินทรีย์เช่นเครื่องตัดหญ้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ทั้งนี้จากผลการสืบสวนของศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ พบว่า ความต้องการสินค้าในปี 2541 สูงถึง 13,000 ล้านดอลลาร์สรอ. และในปี 2543 เพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ล้านดอลลาร์สรอ. อัตราการขยายตัวของตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์โดยเฉลี่ยในแต่ละปีสูงถึงร้อยละ 20
ในปี 2546 มูลค่าการค้าอาหารเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลกมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 1-2 ของตลาดอาหารทั้งหมด และมีการคาดการณ์ว่าส่วนแบ่งตลาดจะเพิ่มเป็นร้อยละ 5-10 ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ประเทศที่มีการบริโภคอาหารเกษตรอินทรีย์ค่อนข้างสูงได้แก่ ประเทศในสหภาพยุโรป โดยเฉพาะตลาดเยอรมนี มีมูลค่าถึง 2,800-3,100 ล้านดอลลาร์สรอ. ในขณะที่สวิตเซอร์แลนด์มีสัดส่วนของอาหารเกษตรอินทรีย์ใน ตลาดอาหารสูงสุด คือ ร้อยละ 3.2-3.7 ส่วนอาหารเกษตรอินทรีย์ที่นิยมบริโภคได้แก่ กาแฟ ข้าว ชา ผักและผลไม้
สมมุติว่าขณะนี้รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ จะมีนโยบายสนับสนุนการผลิตอาหารเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศ แต่กำลังการผลิตก็ยังไม่สามารถขยายตัวได้ทันกับความต้องการ เช่น ฝรั่งเศสที่เป็นประเทศผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก มีพื้นที่การผลิตอาหารเกษตรอินทรีย์เพียงร้อยละ 0.3 ของพื้นที่การเพาะปลูกทั้งหมด ส่วนปริมาณการบริโภคอาหารเกษตรอินทรีย์ของสหราชอาณาจักรมีมูลค่าประมาณ 450 ล้านดอลลาร์สรอ. ต้องนำเข้าถึงร้อยละ 60-70 ของปริมาณการบริโภคทั้งหมด ดังนั้นประเทศที่สามารถผลิตสินค้าเกษตรจึงหันมาผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อการค้า ถึงกว่า 100 ประเทศ ซึ่งประกอบด้วยประเทศในแอฟริกา 27 ประเทศ เอเชีย 18 ประเทศ อเมริกาใต้ 25 ประเทศนอกเหนือจากประเทศในแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ทั้งนี้ประเทศที่กำลังพัฒนาจะเป็นผู้นำในการผลิตสินค้าประเภทกาแฟ ข้าว ชา สมุนไพร ผัก และผลไม้ ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วจะเป็นผู้ผลิตสินค้าประเภทปศุสัตว์และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นส่วนใหญ่
ทางเลือกใหม่ของเกษตรกรไทย
แม้ว่าตลาดเกษตรอินทรีย์จัดว่าเป็นตลาดใหม่สำหรับเกษตรกรไทย แต่ด้วยแนวโน้มของตลาดที่เติบโตขึ้นเป็นลำดับ จากการที่ผู้บริโภคต้องการสินค้ามากขึ้น เพราะว่าความใส่ใจในด้านสุขภาพ ขณะที่ผู้ผลิตมีจำนวนจำกัด การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ออกสู่ตลาดของเกษตรกรไทยจึงเป็นหนทางที่สดใสกว่าที่ไทย จะยังคงผลิตสินค้าเกษตรวีโกเทคทั่วไปแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย หรือเวียดนาม ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทยมาก การปรับเปลี่ยนมาผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ย่อมจะทำให้ไทยมีโอกาสส่งออกได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีความได้เปรียบทั้งทางด้านภูมิศาสตร์และ ภูมิอากาศ อีกทั้งยังเป็นประเทศผู้ก่อกำเนิดและส่งออกอาหารที่สำคัญ จึงย่อมมีโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพให้เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของ โลกได้ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้เพียงใดนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง เช่น การสร้างความเข้าใจและความรู้ให้แก่เกษตรกร การให้บริการตรวจสอบรับรองกฏเกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ เป็นต้น จึงนับได้ว่าเกษตรอินทรีย์เป็นทางเลือกใหม่ของเกษตรกรไทย ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ ในขณะเดียวกันจะช่วยเสริมให้โครงการ Food Safety ของรัฐบาลประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น และมีผลดีต่อเนื่องในด้านคุณภาพชีวิตของเกษตรกรจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งเกิดประโยชน์ทางอ้อมต่อสังคมและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติในที่สุด

เคล็ดลับการปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษ


เคล็ดลับการปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษ  เป็นการปลูกผักไว้กินเองในครอบครัว โดยไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดแมลงและวัชพืช  ซึ่งในสมัยนี้ผักที่วางขายตามท้องตลาดมีสารเคมีตกค้างค่อนข้างมาก  ทำให้เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค   การปลูกฝังให้เด็กนักเรียนรู้จักปลูกพืชผักไว้ทานเองจะช่วยประหยัดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ในครอบครัวสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของในหลวง
             ช่วงปัจจุบันสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของผู้บริโภคอย่างมาก  รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย   ผู้ปกครองไปรับจ้างต่างจังหวัดทิ้งลูกอยู่บ้านกับตายายรอรับเงินช่วงสิ้นเดือน   ซึ่งเป็นมูลเหตุทำให้เด็กไม่รู้จักวิธีการทำงาน  วิธีเพิ่มรายได้ในครอบครัว
กิจกรรมการปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษในโรงเรียนจะทำให้ผู้เรียนได้เรียนวิธีการปลูกการดูแลรักษาโดยไม่ใช้สารเคมี  เป็นกิจกรรมที่เด็กนักเรียนสามารถนำไปปฏิบัติที่บ้านได้
          จังหวัดสุรินทร์   มีพื้นที่ที่เหมาะในการปลูกพืชผักได้ตลอดปี   สภาพดินบริเวณแปลงเกษตรเป็นดินเหนียวเพราะนำดินที่ขุดจากสระมาถมพื้นที่แปลงเกษตร   ได้ปรับปรุงแก้ไขโดยใส่แกลบสดแกลบเผา  ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก  สภาพของดินดีขึ้น   ในช่วงหน้าฝนปลุกข้าวโพด   มะเขือ   ถั่ว    ปลายฤดูฝนปลูกพืชผักตามฤดูกาล   นักเรียนที่ปฏิบัติการปลูก   ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่   5  ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่   3   โดยแบ่งแปลงให้แต่ละชั้นรับผิดชอบ
        ในการดำเนินการปลูกในช่วงฤดูฝนให้นักเรียนชั้น   ม. 1 - 3  ลงปฏิบัติ   ส่วนชั้น  ป. 5 - 6   ลงปฏิบัติช่วงปลายฤดูฝน   ขณะลงปฏิบัติงานให้อาจารย์ประจำชั้นช่วยควบคุมดูแลโดยแบ่งให้รับผิดชอบแปลงละ   2 - 3   คน  ปลูกผักหมุนเวียนตลอดปีการศึกษา
       กิจกรรมการปลูกสวนครัวปลอดสารพิษฝึกให้นักศึกษามีความรับผิดชอบ  มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  รู้จักช่วยเหลือเพื่อน    มีความรู้ความเข้าใจวิธีการปลูกผักปลอดสารพิษ  รู้จักใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่นให้เกิดผลประโยชน์และสามารถนำไปปฏิบัติที่บ้านได้
   การปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษทำให้ชีวิตปลอดภัยจากสารเคมี  ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว   ผู้เรียนสามารถนำไปปฏิบัติที่บ้านเป็นแบบอย่างในที่สาธารณะได้
การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชผัก เพื่อให้ได้ผลผลิตพืชผักที่ปลอดภัยจากสารพิษ ควรใช้หลาย ๆ วิธี ผสมผสานกัน ทั้งวิธีกล การใช้สารชีวินทรีย์ สารธรรมชาติ และสารเคมีร่วมกันในการป้องกันกำจัดควบคู่กันไปกับการจัดการที่ดี
การเก็บเกี่ยวผลผลิต ควรเก็บในระยะที่มีอายุแก่เหมาะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของพืชผัก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณค่าทางอาหาร รสชาติ และรูปพรรณรูปร่าง สีสัน ความสุกเหมาะสมและดีที่สุด เมื่อถึงมือผู้บริโภค การเก็บเกี่ยวควรทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้เกิดร้อยช้ำ รอยขีดข่วน เพื่อรักษาคุณภาพให้ดีที่สุด การสูญเสียของพืชผักหลังการเก็บเกี่ยวมีสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคอากาศร้อนของประเทศไทย ผักกินใบเป็นผักที่เน่าเสียได้ง่าย โดยเฉพาะหากในระหว่างเก็บเกี่ยวผักมีการ บอบช้ำ ฉีกขาด หรือเป็นแผลจากการเก็บเกี่ยว และการขนย้ายที่ไม่ดีทำให้เชื้อโรคต่าง ๆ เข้าทำลายง่ายดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการสูญเสียของพืชผักควรต้องมีการปฏิบัติอย่างถูกต้องและเหมาะสมทั้งก่อนการเก็บเกี่ยว และหลังการเก็บเกี่ยว

การรักษาคุณภาพผลผลิตพืชผักเบื้องต้นในแปลงหลังการเก็บเกี่ยวแล้ว ต้องรีบนำเข้าที่ร่ม อย่าให้ตากแดด แล้วเร่งร้อนระบายความร้อนภายในผลผลิตลง โดยการแผ่ออก อย่าวางสุมทับซ้อนกัน